กวีสำคัญในสมัยรัชกาลที่4

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ยังมีกวีสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 อีกหลายท่านคือ
หม่อมเจ้าอิศรญาณ
หม่อมเจ้าอิศรญาณ เป็นพระโอรสใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ ผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้พระนามฉายาว่า อิสสรญาโณ
ทรงพระนิพนธ์เพลงยาวขึ้นบทหนึ่งเพื่อระบายความรู้สึกเป็นเชิงประชดประชัน ได้แก่
อิศรญาณภาษิต แต่งเป็นกลอนเพลงยาวบางทีเรียกว่า เพลงยาวเจ้าอิศรญาณ มีลักษณะเป็นคติสอนใจ ยาว 52 คำกลอน นอกเหนือจากนี้เป็นผู้อื่นแต่งต่อภายหลัง เนื้อความกล่าวถึงข้อสอนใจทั้งข้อควรปฏิบัติและข้อควรงดเว้น อันเป็นคติทางโลกและทางธรรม มีสำนวนโวหารลึกซื้อแต่ให้คติสอนใจ ใช้ถ้อยคำธรรมดาทำให้จดจำง่าย
หม่อมเจ้าสุวรรณ
หม่อมเจ้าสุวรรณ พระโอรสใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ประสูติในราวปี พ.ศ. 2358 เริ่มรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 3 ในกรมธรรมการ สิ้นชีพตักษัยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2419 อายุได้ 61 ปี
ผลงานวรรณคดีเท่าที่ค้นพบมีเพียง โคลงสรรเสริญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 106 บท อันเป็นผลงานแสดงถึงเชื้อสายกวีที่สืบสายเลือกมาจากกรมหมื่นไกรสรวิชิต กวีสำคัญผู้หนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งกล่าวถึงมาแล้วข้างต้น
หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร)
หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล) เป็นบุตรหม่อมเจ้าชอุ่ม ในพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ เกิดในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2362 เป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นล่ามกับคณะทูตพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) คุมเครื่องราชบรรณาการไปถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2400
เมื่อกลับมาก็ได้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างประเทศคนแรกของไทย ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหม่อมราโชทัย ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2410 อายุ 48 ปี
ผลงานวรรณคดีและวรรณกรรม ได้แก่
กลอนนิราศลอนดอน เล่าเรื่องการเดินทางไปกรุงลอนดอน เมื่อปี พ.ศ. 2400 เนื้อหาเป็นการบันทึกสิ่งที่พบเห็น สำนวนกลอนไพเราะ มีฝีปากคมคาย เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านสุนทรภู่ นับเป็นหนังสือเรื่องแรกที่มีการขายลิขสิทธิ์กันในเมืองไทย โดยขายให้แก่โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ในราคา 400 บาท จัดพิมพ์จำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2404 ลักษณะเป็นกลอนนิราศ ตอนท้ายมีโคลงสี่สุภาพจำนวน 5 บท กล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือกำปั่นถึงสิงคโปร์ ออกมหาสมุทรอินเดียถึงเมืองเอเดน ผ่านทะเลแดง ขึ้นบกที่เมืองสุเอช จากนั้นลงเรือที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงเมืองปอร์ตสมัธ ขึ้นรถไฟไปลอนดอน เที่ยวชมบ้านเมืองและเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์น ใช้คำง่าย บรรยายให้เข้าใจได้กระจ่าง พรรณนารายละเอียดได้ดี แสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา เป็นหลักฐานสำคัญในทางประวัติศาสตร์และการต่างประเทศของไทย
จดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปเมืองลอนดอน แต่เป็นร้อยแก้วเมื่อคราวเป็นล่ามในคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2400 เป็นจดหมายเหตุที่เขียนก่อนนิราศลอนดอน ใช้ภาษาง่าย พรรณนาได้ละเอียดชัดเจน มีคุณค่าทั้งในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การต่างประเทศและวิทยาการใหม่ ๆ ในสมัยนั้น
พระราชครูพิเชตสรราชธิบดีศรีคม (กลัด)
พระราชครูพิเชตสรราชธิบดีศรีคม (กลัด) เกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2346 ปลายสมัยรัชกาลที่ 1 รับราชการในสมัยรัชกาลที่ 4 ในตำแหน่งขุนปฏิภาณพิจิตร ในกรมพระอาลักษณ์ ต่อมาเลื่อนเป็นหลวงศรีมโหสถ ในกรมลูกขุน ซึ่งได้แต่ง ลิลิตพระฦๅ ในช่วงนี้ ลักษณะคล้ายกับเรื่องพระลอ คือพระเอกมีนามว่า พระฦๅ มีพี่เลี้ยงชื่อ นายกลั่น และ นายเกลี้ยง นางเอกคือ พระพิมพ์ และ พระพรรณ มีพี่เลี้ยงชื่อ นางจัน กับ นางเจิม แต่ตอนจบกลับบิดขมวดให้เรื่องจบแบบมีความสุข แต่งเสร็จเมื่อวันศุกร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2399 และเป็นงานกวีนิพนธ์เพียงชิ้นเดียวในชีวิต ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เลื่อนเป็น พระราชครูพิเชตสรราชธิบดีศรีคม ลูกขุนผู้ใหญ่ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 อายุได้ 74 ปี
พระยาอิศรานุภาพ (อ้น)
เป็นกวีในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 ไม่ทราบประวัติแน่ชัด รับราชการมีบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น พระศรีภูริปรีชา พระพิพิธสาลี และ พระยาอิศรานุภาพ ตามลำดับ
ผลงานวรรณคดี ได้แก่
สุธนคำฉันท์ เนื้อเรื่องคือเรื่อง พระสุธน กับ นางมโนราห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เดิมเป็นชาดกเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดก แต่งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแต่พระเจ้าแผ่นดินด้วยความกตัญญูโดยใช้ฉันท์เพียง 3 ชนิด คือ อินทรวิเชียรฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ และกาพย์เพียง 2 ชนิด คือ กาพย์สุรางคนางค์ และ กาพย์ฉบัง สำนวนโวหารไพเราะและประณีต
อุเทนคำฉันท์ เป็นเรื่องราวของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล คือ พระเจ้าอุเทน แห่งกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ และพระมเหสี คือ พระนางสามาวดี ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่งเป็นฉันท์และกาพย์ มีความไพเราะ ประณีต
สุธนูคำฉันท์ แต่งขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นพระพิพิธสาลี โดยนำโครงเรื่องมาจากปัญญาสชาดก แต่งเป็นกาพย์และฉันท์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ และแสดงความสามารถในทางกวี เนื้อเรื่องกล่าวถึง พระสุธนู โอรสพระเจ้ากรุงพาราณสี มีม้ามณีกักขะคู่บารมีซึ่งพาพระองค์ไปพบกับรัก นางจิรประภา และทำสงครามกับกษัตริย์อื่น ๆ ที่จะชิงนางจนได้ชัยชนะ ภายหลังพลัดพรากจากกัน ต้องผจญภัยไปยังสถานที่ต่าง ๆ จนได้พบกันในที่สุด
นิราศพิพิธสาลีไปชุมพรและไชยา แต่งเมื่อได้รับราชทินนามเป็นพระพิพิธสาลีในสมัยรัชกาลที่ 3 ลักษณะเป็นโคลงสี่สุภาพ จำนวน 196 บท มีความไพเราะในการใช้คำ ทำให้เกิดเสียงเสนาะ แต่ไม่ค่อยเด่นในด้านความคิดของกวีหรือกวีทัศน์จึงไม่ค่อยแพร่หลายนัก
พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น)
พระยามหาอำมาตยาธิบดี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู จุลศักราช 1155 มีนามเดิมว่า หรุ่น เป็นบุตรพระยาศรีมหาเทพ (ทองเพ็ง) ประวัติไม่ปรากฏชัด ดำรงตำแหน่ง พระมหามนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้ตามเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่บ้านหว้ากอ ได้แต่ง นิราศเกาะจาน ไว้ในคราวนั้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้สร้างค่ายหลวงและพลับพลาประทับแรม ณ ตำบลหว้ากอ ตรงเกาะจาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผลงานในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้แก่ เคยบอกสักวาหน้าพระที่นั่งเมื่อคราวเล่นสักวาหน้าพระที่นั่งสนามจันทร์ วันที่ 16 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2415 และเล่นถวายที่ทะเลพรหมาสตร์ เมื่อวันที่ 9 – 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2415 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระยายืนชิงช้า เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419 ในปี พ.ศ. 2424 และแต่ง โคลงอธิบายภาพรามเกียรติ์ ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ห้องที่ 34, 35, 36 และ 37 เป็นโคลงรวมทั้งสิ้น 112 บท
ในปี พ.ศ. 2426 ได้เลื่อนเป็น พระยามหาอำมาตยาธิบดี และแต่ง เสภาเรื่องอาบูหะซัน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446
เสภาเรื่องอาบูหะซัน แต่งตั้งแต่ตอนอาบูหะซันถูกวางยาหมดสติ ถูกหามเข้าไปในวัง เสภาเรื่องนี้แต่งร่วมกับกวีอื่น ๆ เช่น พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และ หลวงจักรปาณี (ฤกษ์)
นิราศเกาะจาน กล่าวถึงการเดินทางที่ทุลักทุเลลำบากลำบน พรรณนาเหตุการณ์ที่เกิดสุริยุปราคา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2411 ที่ตำบลหว้ากอไว้อย่างละเอียดลออ ทำให้ทราบถึงประเพณีโบราณว่าเมื่อเกิดสุริยคราส และจันทรคราส ก็จะต้องมีพระราชพิธีสรงน้ำทุกครั้ง
ผลงานวรรณคดีอื่น ๆ ได้แก่ โคลงนารายณ์สิบปาง แต่งปางนรสิงหาวตาร ขณะเมื่อดำรงตำแหน่งพระยาศรีสิงหเทพ กลอนเพลงยาวชมพระยาศรีเพ็ง แต่งบูชาคุณบิดา คือ พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) โคลงเปิดคลองเปรมประชากร ไม่ปรากฏหลักฐานปีที่แต่ง ฉันท์กล่อมช้างพลายเผือกเอกพระเศวตรุจิราภาพรรณ แต่งเมื่อปี พ.ศ. 2428
หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์)
หลวงจักรปาณี เกิดในราว ปี พ.ศ. 2369 ในวัยเด็กบวชเป็นสามเณร เมื่อลาสิกขาได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่นพากย์โวหาร ในสมัยรัชกาลที่ 5 เลื่อนเป็น หลวงจักรปาณี เนื่องจามีนามเดิมว่า ฤกษ์ และได้เปรียญ 4 ประโยค จึงมีผู้เรียกว่า มหาฤกษ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2429 อายุ 60 ปี
ผลงานวรรณคดี ได้แก่
นิราศพระปฐม แต่งเป็นกลอนนิราศไม่ปรากฏชัดว่าแต่งเมื่อใด แต่ต้องเป็นช่วงที่ลาสิกขาและเข้ารับราชการในสมัยรัชกาลที่ 4 แล้ว เนื้อหามีการกล่าวถึงชีวประวัติบางตอนของผู้แต่งด้วยสำนวนกลอนไพเราะ คมคาย พรรณนาชัดเจน ให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมองค์พระปฐมเจดีย์ และแสดงความรักอาลัยสอดแทรกไว้ตามลักษณะการแต่งนิราศ
นิราศทวาราวดี แต่งเมื่อคราวเดินทางไปพระนครศรีอยุธยาเพื่อรับป้าที่เคยเลี้ยงดูท่านในวัยเด็กมาอุปการะ แต่งเป็นกลอนนิราศ กล่าวถึงเรื่องการเดินทาง ใช้คำง่าย พรรณนาชัดเจน การเปรียบเทียบมีคารมคมคายลึกซึ้ง เนื้อหาให้คติธรรมกับผู้อ่าน
นิราศกรุงเก่า แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ (บางแห่งจึงเรียก โคลงนิราศกรุงเก่า) เมื่อปี พ.ศ. 2404 เมื่อตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปพระนครศรีอยุธยา ได้รับยกย่องว่าเป็นโคลงที่แต่งได้ดีเยี่ยม เนื้อหากล่าวสรรเสริญพระมหากษัตริย์ ชมบ้านเมือง และการเดินทาง ผ่านตำบลใดก็คร่ำครวญถึงความรักตามลักษณะการแต่งนิราศทั่วไป
นิราศพระปถวี แต่งเป็นกลอนนิราศเมื่อคราวเดินทางไปนมัสการพระฉายที่สระบุรี ในปี พ.ศ. 2418 หอสมุดแห่งชาติได้ชำระและจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2468 เป็นนิราศที่ให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี
เสภาเรื่องอาบูหะซัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอ่านเรื่องอาบูหะชันในฉบับภาษาอังกฤษ โปรดว่าเป็นเรื่องดีจึงเก็บเนื้อความมาทรงพระราชนิพนธ์เป็นลิลิตเรื่อง นิทราชาคริต ต่อมาทรงให้กวีเก็บเนื้อเรื่องไปแต่งเป็นเสภาเรื่องอาบูหะซัน สำหรับขับถวายเมื่อเวลาทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) มีกวีร่วมแต่งรวม 11 คนด้วยกัน อาทิ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พระยาอิศรพันธุ์โสภณ (ม.ร.ว. หนู อิศรางกูร) และ หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์) ซึ่งเป็นผู้แต่งตอนที่ 11 แต่น่าเสียดายที่ต้นฉบับของหลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์) ได้สูญหายไปแล้ว
โคลงภาพรามเกียรติ์ แต่งตอนเบญกายแปลง ห้องที่ 44 และตอนหนุมานหักด่านท้าวจักรวรรดิเมืองมลิวัน ห้องที่ 138 ณ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และแต่งโคลงประจำภาพนิลนนท์ เบญกาย ผีเสื้อสมุทร
ฉันท์กล่อมพระมหารพีพรรณคชพงษ์ แต่งเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ โดยแต่งร่วมกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และหลวงเทพราชธาดา
“พระมหารพีพรรณคชพงษ์” คือช้างสำคัญเชือกหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5
กรมพระอาลักษณ์ ,กรมลูกขุน ,กลอนนิราศลอนดอน ,ขุนปฏิภาณพิจิตร ,คณะทูตพระยามนตรีสุริยวงศ์-ชุ่ม-บุนนาค ,ฉันท์กล่อมช้างพลายเผือกเอกพระเศวตรุจิราภาพรรณ ,นิราศกรุงเก่า ,